วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เทคนิคมองโลงในแง่ดี..


ในชีวิตประจำวันของหลายๆ คน คงได้ประสบกับสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความหงุดหงิดใจ และบั่นทอนสุขภาพจิต ว่ากันว่า วิธีที่จะทำให้อยู่ได้อย่างมีความสุขในทุกๆ วัน นั้น "การมองโลกในแง่ดี" ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเรียกความเข้มแข็ง สร้างกำลังใจ และช่วยให้ดำรงชีวิตในสังคมได้ดี


"เทคนิคการมองโลกในแง่ดี"เหมาะกับหนุ่มสาวสมัยใหม่ และวัยรุ่นยุคไอที


* เพื่อนนินทา แสดงว่าเรามีดี มีจุดเด่นที่เขาไม่มีจึงนำเราไปนินทา (หลายคนบอกเปลี่ยนความโกรธ เป็นความภูมิใจแทน)


* อกหัก คิดเสียว่าได้เรียนรู้ชีวิต เป็นประสบการณ์ หลังจากนี้เดินหน้าดูแลตัวเอง พอชีวิตดีเดี๋ยวคู่มาเอง


* เงินหมด โอ๊ย! เรื่องขี้ผง คนอื่นที่ทุกข์กว่าเรามีเยอะแยะ ดีเลยฝึกนิสัยอดทน (สักระยะ) แต่ถ้าไม่อยากทนบ่อยๆ คราวต่อไปก็ระวังอย่าใช้เงินเกินงบ


* รถติด ฝึกสมาธิมันซะเลย นั่งกำหนดลมหายใจเข้าออก นอกจากจะเป็นผลดีต่อความจำแล้ว ยังช่วยฝึกความเป็นคนใจเย็นอีกด้วย


* เจอข้อผิดพลาดในการเรียน - การทำงาน คิดเสียว่าไม่เป็นไร ปัญหาหรืออุปสรรคเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ หลังจากนั้น คิดสู้ปัญหา โดยการ ‘เริ่มใหม่’ เพราะความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินความพยายาม และถ้าเราสามารถผ่านมันไปได้ งานนั้นจะนำมาซึ่งความภูมิใจ และหลังจากนี้ ต่อให้เจออุปสรรคเล็ก - ใหญ่แค่ไหน จะไม่มีทางมาบั่นทอนจิตใจเราได้ จำไว้ว่า "ไม่เป็นไร"


* มีปัญหากับเพื่อนมนุษย์ คิดเสียว่ามันยังไม่ได้เลวร้ายจนถึงที่สุด ยังดีที่ไม่เจอหนักกว่านี้ คิดปล่อยวาง และคิดถึงสิ่งดีๆ ที่เขาพอจะมีอยู่ หรือคิดถึงในแง่ดีๆ ของเขา แต่หากปัญหานั้นเกิดจากตัวเรา ให้มองย้อนกลับไป แล้วแก้ไขปรับปรุง


* "การมองโลกในแง่ดี" นั้น เชื่อว่าทุกคนสามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ การรู้จักคิดปล่อยวาง คิดให้สบายใจ ในยามที่พบกับปัญหา นอกจากจะไม่เป็นการซ้ำเติมตนเองแล้ว จะรู้สึกว่าชีวิตดูมีความสุขมากขึ้นอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552

สำรวจชีวิตตัวเอง


เรารับได้หรือกับชีวิตแบบผิวเผิน มีเป้าหมายที่จะมีแค่เงิน บ้าน รถ ตำแหน่ง เงินเดือน พยามยามทำทุกอย่างทุ่มเทกับสิ่งที่เป็นเพียงเปลือกผิวเผินภายนอก

รับรับได้หรือกับกับการเห็นภาพความรัก ครอบครัว แต่ลืมร่วมรับรู้ รู้สึก อยู่ตรงนั้นกับคนที่เรารัก ไม่ได้ยินทั้งสิ่งที่เขาพูดและไม่ได้พูดออกมาเพราะใจเราไม่ว่างพอ

เรารับได้หรือกับการล้มแล้วลุกไม่ขึ้น มีชีวิตอยู่ในซอกหลืบเล็กๆ หลอกตัวเองว่าสบายดีอยู่ แล้วหลบอยู่ในที่ที่เคยชิน แต่ลึกๆเรากลับโหยหชีวิตที่มีคุณค่า มีความหมาย อยากที่จะตื่นขึ้นมาแบบกระปี้กระเปร่า

เรารับได้หรือที่จะวิ่งจนลืมถามตัวเองว่า ทุกขณะที่เราเลือกกำลังนำชีวิตเราไปอย่างไร แล้วมันจะใช่เส้นทางนำเราไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการจริงหรือเปล่า ลืมถามตัวเองว่า "เหตุผลอะไรที่เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ จะทิ้งอะไรไว้ก่อนที่เราจะตาย"

หรือเรามั่นใจว่า ฉันรู้ทุกอย่าง ดีทุกอย่างแล้ว ทั้งๆที่ฉันกำลังรีบอ่านแบบกระสับกระส่าย รีบอ่านเพื่อจะรีบไปที่ไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่ปัจจุบัน

ความจริงคือ เราทนตัวเองไม่ได้ เป็นมิตรกับความคิดของตัวเองไม่เป็น เราไม่รู้ว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราไม่ตระหนักรู้และไม่ยอมรับได้ เราไม่สามารถทำให้มันดีขึ้นได้ ถ้าเราไม่รู้ว่าเราไม่รู้และไม่ยอมรับมัน

ทุกอย่างสามารเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้ เมื่อเราเริ่มตระหนัก เริ่มเห็นในสิ่งที่เราเป็น เริ่มรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ทันและยอมรับมัน ทุกอย่างจึงจะเริ่มเปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

10 ปีที่ผ่านไป ไม่มีค่าเท่ากับ 1 วันที่เหลืออยู่...



ความทรงจำเป็นสิ่งที่มีค่ามาก สำหรับคนบางคน
โดยเฉพาะคนที่มีเวลาดีๆ ที่ใช้กับคนรั
ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนหวงแหน

ต้องระลึกไว้ในความทรงจำ ต้องถนอมดูแลให้ดี
หลายคนจึงไม่อาจตัดใจจากวันเก่าๆ ได้เสียที
เพราะว่ามีความสุขกับการได้คิดถึงอะไรดีๆ ที่ผ่านไป
โดยลืมนึกไปว่าสิ่งที่ผ่านไปแล้ว จะไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้อีก


หากจะต้องตัดใจลืม หรือเดินจากอดีตมาก็ไม่ได้อีก
เพราะเหตุผลที่ว่า "เสียดายเวลา" ที่คบกันมา
บางคนคบกันมานาน จนแทบจำไม่ได้ว่า . . .
เคยยิ้มให้กับความรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
เพราะหลังๆ มาก็อยู่แต่กับความทุกข์
จนนึกภาพความสุขไม่ออก
แต่ที่ไม่กล้าเลิกเพราะยังคิดถึงวันเก่าๆ
แค่เสียดายเวลา ที่คบกันมาเนิ่นนาน
โดยไม่คิดเลยว่า ทุกๆ วันของวันนี้ พรุ่งนี้และวันต่อๆ ไป
ก็จะกลายเป็นเพียงวันเก่าๆ ที่น่าเสียดาย
และ . . . เวลาที่น่าเสียดายก็จะเพิ่มขึ้นๆ


จริงๆ แล้ว วันคืนในอดีต
ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับเราเลย
นอกจากมีไว้ให้นึกถึง
อาจจะทำให้เรายิ้มได้บ้าง แต่ทำให้เราคาดหวังไม่ได้


เราจะไปหวังว่าวันหนึ่ง วันเหล่านั้นจะกลับา
หรือจะไปเฝ้าฝันว่าความสุขเหล่านั้นยังคงเป็นปัจจุบัน
หรือหลอกตัวเองว่าตอนนี้ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม
จะยังไงก็แล้วแต่คือการหลอกตัวเองทั้งนั้น
ยอมรับเถอะว่าทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว และจบไปแล้ว


ความทรงจำเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
เวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะ 1 ปี 5 ปี หรือกี่สิบปี
ก็ไม่ได้มีความหมายมากไปกว่า . . .
หนึ่งวันข้างหน้าที่เราจะต้องมีชีวิตใหม่
ที่เราจะต้องเริ่มต้นใหม่

เมื่อคนเราต้องอยู่กับปัจจุบัน
เพื่อที่จะสร้างอนาคตให้ตัวเองได้อยู่ในอนาคตที่ดี
เวลา 10 ปี กับวันคืนที่เคยหวานชื่น
ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่า 1 วันแห่งการเริ่มต้น
1 วันแห่งการแปรเปลี่ยนชีวิตของเราทั้งชีวิตให้ดีกว่าที่เป็น

"หากจะเสียดายเวลาน่ะ ไม่ต้องเสียดายเวลาที่คบกันมาหรอก
ให้เสียดายเวลาในวันข้างหน้า
ที่จะอดทนคบไปทั้งที่ไม่มีอะไร
แล้วจะดีกว่าแล้วยังจะมาเสียดายอดีต . . .
นึกดูดีๆ ว่าเสียดายอนาคตดีกว่าไหม?"